ราคาแทบเท่ากัน จึงตัดสินจากสิ่งที่ได้จริงได้ง่ายกว่าคู่เทียบหลายคู่
Ford Everest Platinum 2.0 Turbo 4WD ราคา 1,779,000 บาท ส่วน Isuzu MU-X RS 3.0 4WD ราคา 1,759,000 บาท ต่างกันเพียง 20,000 บาท เมื่อเงินห่างกันประมาณหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของราคารถ การตัดสินใจจึงไม่ควรเริ่มจากว่าใครถูกกว่า แต่ควรเริ่มจากสิ่งที่คุณต้องการจาก PPV คันหลักของบ้าน [2][4]
ทั้งคู่มี 7 ที่นั่งและระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ แต่ Everest ตัวถังยาวและฐานล้อมากกว่า ขณะที่ MU-X ระบุระยะใต้ท้อง 235 มม. มากกว่า Everest ที่ 227 มม. ตัวเลขเหล่านี้ไม่ตัดสินพื้นที่หรือความคล่องตัวทั้งหมด แต่ทำให้เห็นตั้งแต่ต้นว่าสองคันไม่ได้เป็นรถแพ็กเกจเดียวกันแล้วเปลี่ยนโลโก้ [3][5]

MU-X ได้เครื่อง 3.0 ที่แรงกว่า แต่ Everest ใช้ 10AT และไม่ได้ตั้งใจแข่งด้วยความจุเครื่อง
MU-X RS 3.0 ใช้เครื่อง 4JJ3-TCX ดีเซล 2,999 ซีซี 190 แรงม้า 450 นิวตันเมตร จับคู่ 6-Speed REV TRONIC ส่วน Everest Platinum 2.0 ใช้ดีเซล 2.0 Turbo 170 แรงม้า 405 นิวตันเมตรกับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด บนกระดาษ MU-X จึงได้เปรียบ 20 แรงม้าและ 45 นิวตันเมตรอย่างชัดเจน [1][5]
สิ่งที่ไม่ควรทำคือสรุปจากตัวเลขว่า 3.0 ต้องขับดีกว่าทุกสถานการณ์ หรือ 10 สปีดต้องนุ่มกว่า 6 สปีดโดยอัตโนมัติ เพราะอัตราทด น้ำหนักรถ การตอบสนองคันเร่งและการปรับจูนมีผลร่วมกัน ถ้ารถต้องบรรทุกคนเต็มคันหรือวิ่งขึ้นเขาบ่อย กำลังสำรองของ MU-X มีเหตุผลที่จับต้องได้ แต่ถ้าการใช้งานส่วนใหญ่เป็นรถครอบครัวและทางไกล ควรทดลอง powertrain ทั้งคู่ในเส้นทางเดียวกันก่อนตัดสิน [1][5]
ถ้าใช้ 4WD จริง MU-X อธิบายฮาร์ดแวร์แบบตรงไปตรงมา ส่วน Everest ให้วิธีเลือกพื้นผิวผ่าน Terrain Management
MU-X ใช้ Terrain Command ที่เลือกได้ 2H, 4H และ 4L พร้อม Rough Terrain Mode ซึ่งทำให้คนที่รู้ว่าจะใช้ low range เห็นคุณสมบัติสำคัญในสเปกทันที ส่วน Everest Platinum 2.0 ใช้ 4WD Terrain Management System พร้อม 6 Drive Modes ได้แก่ Normal, Eco, Tow/Haul, Slippery, Mud/Ruts และ Sand [5][1]
ถ้าโจทย์คือทางชันช้า ๆ หรือเส้นทางที่ต้องการ 4L เป็นประจำ MU-X มีข้อมูลที่ตรงกับความต้องการนั้นชัดเจนกว่าในเอกสารรุ่นไทย แต่ถ้าต้องการระบบที่ช่วยจัดรูปแบบการตอบสนองตามพื้นผิวและใช้ Tow/Haul ในการเดินทาง Everest มีชุดโหมดที่หลากหลายกว่า การเลือกจึงควรเริ่มจากประเภทเส้นทางจริง ไม่ใช่นับจำนวนโหมดว่าใครมากกว่า [5][1]
ช่วงล่างหลังคนละสูตร และชื่อเทคโนโลยีไม่ควรถูกใช้แทนการทดลองนั่งจริง
Everest ใช้คอยล์สปริงหลังร่วมกับ Watt’s Link และ Anti-roll Bar ส่วน MU-X ใช้ช่วงล่างหลัง 5-Link พร้อมโช้ก STIFF FLEX ทั้งสองคันเป็น PPV เฟรมแชสซี แต่การออกแบบระบบรองรับแรงและการควบคุมล้อหลังแตกต่างกันอย่างชัดเจน [1][5]
สิ่งที่สเปกบอกไม่ได้คือคันไหนเหมาะกับครอบครัวคุณมากกว่า คนที่ใช้เบาะแถวสองและสามบ่อยควรทดลองนั่งผ่านรอยต่อถนน ลูกระนาด และทางขรุขระ เพราะยาง 20 นิ้ว น้ำหนักรถ สปริงและการเซ็ตโช้กมีผลร่วมกัน ไม่มีเหตุผลพอที่จะฟันธงจากคำว่า Watt’s Link หรือ STIFF FLEX เพียงคำเดียว [1][5]
Everest ซื้อความเป็น Platinum ได้ในราคาแทบเท่า MU-X 3.0 และตรงนี้คือจุดแข็งที่ใหญ่ที่สุดของ Ford
Everest Platinum 2.0 ให้หน้าจอ 12 นิ้ว SYNC 4A, มาตรวัดดิจิทัล 12.4 นิ้ว, Wireless CarPlay/Android Auto, Panoramic Moonroof, Wireless Charging, เบาะแถวสามพับไฟฟ้า และห้องโดยสารระดับ Platinum ในราคา 1.779 ล้านบาท นี่คือเหตุผลที่รุ่น 2.0 น่าสนใจมาก เพราะไม่ต้องจ่ายไปถึง V6 เพื่อได้ตัวถังและเทคโนโลยีหลักของ Platinum [1]
MU-X RS 3.0 ใช้จอกลาง 9 นิ้ว รองรับ Wireless CarPlay/Android Auto มีกล้องรอบคัน 360 องศาพร้อมมุมมองใต้ท้องรถ เบาะคนขับไฟฟ้า 8 ทิศทางและ Smart Tailgate จุดเด่นจึงไม่ใช่ว่าอุปกรณ์น้อย แต่แพ็กเกจถูกวางให้เครื่อง 3.0 กับระบบ 4WD เป็นแกนหลักมากกว่าแข่งขนาดหน้าจอ [4][5]

กล้องและ ADAS ของทั้งคู่ครบ แต่ Everest มีรายการช่วยขับที่อธิบายขอบเขตการทำงานละเอียดกว่าในหน้ารุ่น
Everest Platinum ระบุ ACC แบบ Stop & Go พร้อม Lane Centering, AEB, BLIS, Cross-Traffic Alert, Reverse Brake Assist, Evasive Steer Assist และกล้อง 360 องศา ส่วน MU-X RS ใช้ ADAS Generation ปัจจุบันร่วมกับกล้องหน้าคู่และกล้อง 360 องศาที่มีมุมมองใต้ท้องรถ [1][4][5]
อย่าเลือกจากจำนวนชื่อฟังก์ชันอย่างเดียว เพราะสิ่งที่มีผลจริงคือการทำงานของ adaptive cruise การเตือนมุมอับ การเบรก และการประคองรถเข้ากับสไตล์การขับหรือไม่ ถ้าใช้ทางด่วนและเดินทางไกลบ่อย ควรลองระบบช่วยขับของทั้งสองคันด้วยตัวเองก่อนซื้อ [1][5]

เลือกคันไหนดี: MU-X ถ้าต้องการ 3.0 + 4L ในงบต่ำกว่า, Everest ถ้าต้องการแพ็กเกจ Platinum และเทคโนโลยีในราคาเพิ่มเพียง 20,000 บาท
เลือก MU-X RS 3.0 4WD ถ้าคุณให้ความสำคัญกับเครื่อง 3.0 ที่มีกำลังและแรงบิดมากกว่า ต้องการ Terrain Command พร้อม 4L, Rough Terrain Mode และอยากได้สเปก RS 4WD โดยยังคุมราคาไว้ที่ 1.759 ล้านบาท สำหรับคนที่ใช้ทางลุยจริงหรือเดินทางเต็มคันบ่อย ข้อดีเหล่านี้เป็นเหตุผลซื้อที่ชัดเจนมาก [4][5]
เลือก Everest Platinum 2.0 4WD ถ้ารถจะเป็นรถครอบครัวคันหลักและคุณให้ค่าน้ำหนักกับห้องโดยสาร จอ 12 นิ้ว มาตรวัด 12.4 นิ้ว Panoramic Moonroof เบาะแถวสามพับไฟฟ้า ชุด ADAS และระบบ Terrain Management มากกว่าแรงบิดสูงสุด การเพิ่มเพียง 20,000 บาทจาก MU-X ทำให้เหตุผลด้านอุปกรณ์แข็งแรงมาก แต่คนที่ลังเลจริงควรทดลองทั้ง powertrain และเบาะแถวสามในวันเดียวกัน เพราะสองจุดนี้เป็นสิ่งที่ตารางสเปกตอบแทนเจ้าของรถไม่ได้ [2][1][4]

