ครึ่งล้านที่ต่างกัน ทำให้การเทียบ Everest Platinum ง่ายกว่าที่คิดและยากกว่าที่เห็น
Ford Thailand วาง Everest Platinum 2.0 Turbo 4WD ไว้ที่ 1,779,000 บาท ขณะที่ Platinum 3.0 V6 Turbo 4WD อยู่ที่ 2,294,000 บาท ส่วนต่าง 515,000 บาทถือว่าใหญ่พอให้ต้องมองเกินคำว่าเครื่องใหญ่กว่า เพราะทั้งสองคันยังอยู่ใน Platinum เหมือนกัน ได้ตัวถัง 7 ที่นั่ง ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อและอุปกรณ์หลักหลายรายการร่วมกัน [2][1]
ข้อดีของการเทียบ trim เดียวกันคือเราไม่ต้องเอาความหรูหราของ Platinum ไปปนกับความต่างของเครื่องยนต์ คำถามจึงชัดขึ้นมากว่าเงินที่เพิ่มไปครึ่งล้านซื้อพลังสำรองและอุปกรณ์เฉพาะ 3.0 มากพอสำหรับการใช้งานของคุณหรือไม่ หรือ 2.0 ให้ของที่จำเป็นมาครบจนเงินก้อนนั้นควรเก็บไว้กับค่าเดินทางและการใช้งานระยะยาวมากกว่า [1][2]
170 แรงม้ากับ 250 แรงม้า ไม่ใช่ช่องว่างเล็ก ๆ แต่ต้องดูว่าคุณใช้แรงเพิ่มตรงไหน
Platinum 2.0 ใช้ดีเซล 2.0 ลิตรเทอร์โบ 170 แรงม้า ที่ 3,500 รอบ/นาที แรงบิด 405 นิวตันเมตร ช่วง 1,750-2,500 รอบ/นาที ส่วน 3.0 V6 ให้ 250 แรงม้า ที่ 3,250 รอบ/นาที และแรงบิด 600 นิวตันเมตรช่วง 1,750-2,250 รอบ/นาที นั่นคือช่องว่าง 80 แรงม้าและ 195 นิวตันเมตร ซึ่งมากพอจะเปลี่ยนความรู้สึกของรถเวลาต้องเร่งแซง แบกคนเต็มคัน หรือรักษาความเร็วบนทางชันได้อย่างมีนัยสำคัญ [1][4]
แต่ตัวเลขที่มากกว่าไม่ได้แปลว่าทุกคนต้องจ่ายเพื่อมัน ถ้ารถทำหน้าที่รับส่งครอบครัว ขับในเมืองและวิ่งทางไกลแบบไม่ได้บรรทุกหนักเป็นประจำ 170 แรงม้าและ 405 นิวตันเมตรยังเป็นชุดกำลังที่ Ford จับคู่กับ Platinum 4WD โดยตรง ในทางกลับกัน ถ้าคุณซื้อ Everest เพื่อเดินทางไกลพร้อมคนและสัมภาระบ่อย ๆ หรือชอบมีแรงสำรองเหลือมากเวลาขึ้นเขา V6 จะตอบโจทย์ด้วยตัวเลขที่เหนือกว่าแบบไม่ต้องตีความ [1]

ทั้งคู่ได้ 10AT และ 4WD 6 โหมด ดังนั้นอย่าจ่ายครึ่งล้านเพราะคิดว่า 2.0 เป็นขับสี่คนละระดับ
จุดที่ทำให้ Platinum 2.0 น่าสนใจคือมันไม่ได้ถูกลดไปเป็นรถขับสอง ทั้งสองเครื่องใช้เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีดและระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Terrain Management System พร้อม 6 โหมด Normal, Eco, Tow/Haul, Slippery, Mud/Ruts และ Sand เหมือนกัน ดังนั้นถ้าความต้องการหลักคือได้ Everest Platinum 4WD ที่มีโหมดใช้งานครบ 2.0 ก็ไม่ได้แพ้ตั้งแต่ต้น [1]
ความต่างที่เห็นชัดในชุดส่งกำลังคือ 3.0 V6 ใช้ 10AT แบบ e-Shifter ขณะที่ Ford ระบุ 2.0 เป็นเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด การเลือกจึงควรเริ่มจากกำลังที่ต้องใช้จริงมากกว่าการเห็นคำว่า V6 แล้วสรุปว่าระบบขับสี่ของ 2.0 ด้อยกว่า เพราะในรายการสเปกหลัก Ford ให้ Terrain Management System และชุดโหมดขับขี่มาในระดับเดียวกัน [1]
ล้อ 20 นิ้วของ 2.0 กับ 21 นิ้วของ V6 เป็นความต่างที่เจ้าของต้องอยู่ด้วยทุกวัน
Platinum 2.0 ใช้ล้ออัลลอย 20 นิ้วกับยาง 255/55 R20 ส่วน 3.0 V6 ขยับเป็น 21 นิ้ว 275/45 R21 มุมมองด้านดีคือ V6 ดูเต็มซุ้มและสมฐานะรุ่นบนกว่า แต่แก้มยางที่เตี้ยลงและขนาดยางที่ใหญ่ขึ้นก็เป็นสิ่งที่ควรคิดถึงในชีวิตจริง โดยเฉพาะคนที่วิ่งถนนขรุขระบ่อยหรือวางแผนใช้รถยาวจนถึงรอบเปลี่ยนยางหลายชุด [1][4]
Ford ไม่ได้ประกาศในหน้าสเปกว่าล้อขนาดหนึ่งให้ความนุ่มหรือการยึดเกาะดีกว่าอีกขนาดในทุกสถานการณ์ ดังนั้นบทความนี้จะไม่เดาความรู้สึกการขับจากตัวเลขยาง แต่ในมุมเจ้าของรถ 20 นิ้วกับ 21 นิ้วมีผลต่อการเลือกยางและต้นทุนในอนาคตจริง และควรเช็กราคายางไซซ์ที่คุณตั้งใจใช้ก่อนตัดสินใจ [1]

ห้องโดยสารเหมือนกันเยอะ จนต้องมองรายละเอียดว่า V6 เพิ่มอะไรที่ได้ใช้จริง
ของหลักใน Platinum ทั้งสองเครื่องใกล้กันมาก มีจอมาตรวัด 12.4 นิ้ว จอกลาง Multi-Touch 12 นิ้ว รองรับ Wireless Apple CarPlay และ Android Auto, แอร์อัตโนมัติแยกซ้าย-ขวา, แอร์ผู้โดยสารตอนหลัง, เบาะแถวสามพับไฟฟ้า, แท่นชาร์จไร้สาย และ Panoramic Moonroof ดังนั้นการจ่ายเพิ่มไป V6 ไม่ได้หมายความว่ารถ 2.0 จะกลายเป็นห้องโดยสารคนละระดับ [1]
จุดที่ 3.0 V6 เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดคือเบาะคนขับปรับไฟฟ้า 10 ทิศทางพร้อมระบบปรับอากาศและบันทึกตำแหน่ง ขณะที่ 2.0 ได้เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง และฝั่งเครื่องเสียง 3.0 ใช้ Bang & Olufsen 12 ลำโพง ส่วน 2.0 ใช้ 8 ลำโพง นี่เป็นของที่คนใช้รถทุกวันสัมผัสได้จริง และควรถูกนับรวมกับราคาส่วนต่าง ไม่ใช่มองเงิน 515,000 บาทเป็นค่าเครื่อง V6 เพียงอย่างเดียว [1]

Panoramic Moonroof และพื้นที่ 7 ที่นั่งมีเหมือนกัน เพราะแกนของ Platinum ยังเป็นรถครอบครัวเดินทางไกล
Everest ทั้งสองรุ่นยังเป็นรถ 7 ที่นั่งที่ Ford วางให้ทำงานได้ทั้งครอบครัวและการเดินทาง โดยหน้า Everest ปัจจุบันระบุพื้นที่ท้ายประมาณ 259 ลิตร และขยายได้มากกว่า 1,800 ลิตรเมื่อพับเบาะแถวสองและสามลง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เปลี่ยนตามการเลือก 2.0 หรือ 3.0 V6 จึงควรมองว่าความอเนกประสงค์ของตัวรถเป็นของร่วม ไม่ใช่สิ่งที่ต้องจ่ายเพิ่มเพื่อให้ได้ใน V6 [3]
Panoramic Moonroof ก็เป็นอีกตัวอย่างที่ชัด เพราะ Platinum 2.0 มีมาแล้ว ถ้าสิ่งที่ทำให้คุณอยากได้ Platinum คือห้องโดยสารโปร่ง จอใหญ่ เบาะสามแถวและประตูท้ายไฟฟ้า รุ่น 2.0 ตอบโจทย์ส่วนนี้ได้เกือบทั้งหมดก่อนจะเริ่มคุยเรื่องเครื่องยนต์เสียอีก [1][3]

ระบบช่วยขับไม่ใช่เหตุผลหลักที่ต้องขึ้น V6 เพราะ Platinum 2.0 ก็ได้ชุดสำคัญมาครบ
ทั้ง Platinum 2.0 และ 3.0 มีชุดระบบช่วยขับระดับสูงอย่างกล้องรอบคัน 360 องศา, Adaptive Cruise Control พร้อม Stop & Go และ Lane Centering, Automatic Emergency Braking, Blind Spot Information System, Reverse Brake Assist และ Evasive Steer Assist ตามรายการอุปกรณ์ของ Ford Thailand จุดนี้ทำให้ 2.0 ไม่ได้เป็นรุ่นที่ต้องยอมตัดเทคโนโลยีความปลอดภัยหลักเพื่อแลกราคาที่ถูกกว่า [1]
ดังนั้นถ้าเหตุผลในการซื้อคืออยากได้ Everest ที่อุปกรณ์ช่วยขับครบสำหรับการเดินทางไกล รุ่น 2.0 มีฐานที่แข็งแรงอยู่แล้ว V6 ควรถูกเลือกเพราะคุณต้องการกำลังและรายละเอียดพรีเมียมที่เพิ่มขึ้นจริง ๆ มากกว่าซื้อด้วยความเข้าใจว่ารุ่นเล็กจะขาดระบบความปลอดภัยสำคัญ [1]

Platinum 2.0 เหมาะกับคนที่อยากได้ของครบ ส่วน V6 เหมาะกับคนที่รู้ว่าตัวเองจะใช้แรง 600 นิวตันเมตร
ถ้ามองความคุ้มจากสเปกปัจจุบัน Platinum 2.0 เป็นจุดที่น่าสนใจมาก เพราะได้ตัวถัง Platinum, 4WD, 10AT, โหมดขับขี่ 6 แบบ, จอใหญ่, Panoramic Moonroof, เบาะสามแถวพับไฟฟ้าและระบบช่วยขับหลักครบในราคา 1.779 ล้านบาท คนที่ใช้รถเป็นครอบครัว เดินทางไกล และออกเส้นทางลูกรังหรือทริป 4WD เป็นบางครั้งจึงไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจาก V6 เสมอไป [1][2]
แต่ถ้าคุณรู้ว่ารถจะเต็มคันบ่อย ขับเขาเป็นประจำ ต้องการแรงเร่งสำรอง หรือแค่ต้องการประสบการณ์ของ V6 250 แรงม้า 600 นิวตันเมตรพร้อมล้อ 21 นิ้ว เบาะระบายอากาศและ B&O 12 ลำโพง รุ่น 3.0 ก็มีเหตุผลของมันชัดเจน สิ่งที่ต้องยอมรับคือราคาส่วนต่าง 515,000 บาทไม่ใช่เงินเพิ่มเล็ก ๆ และควรทดลองขับสองเครื่องในวันเดียวกันก่อนตัดสินใจว่าความต่างของ powertrain มีค่ากับคุณถึงระดับนั้นจริงหรือไม่ [1][2]
