โตโยต้า ไฮลักซ์ (Toyota Hilux) เป็นรถกระบะขนาด 1 ตัน (1-Ton Pickup Truck) ที่ผลิตและจัดจำหน่ายโดย โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ชื่อ “Hilux” มาจากการผสมคำว่า “High” (สูงส่ง, เหนือกว่า) และ “Luxury” (หรูหรา) ซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจของโตโยต้าในการสร้างรถกระบะที่มีคุณสมบัติเหนือกว่ารถบรรทุกทั่วไปในยุคนั้น

Hilux เปิดตัวครั้งแรกในปี ค.ศ. 1968 และได้กลายเป็นหนึ่งในรถยนต์ที่มียอดขายสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของโตโยต้า เป็นสัญลักษณ์ของความทนทานที่ได้รับการพิสูจน์จากการใช้งานจริงในพื้นที่ทุรกันดารทั่วทุกมุมโลก ตั้งแต่ทะเลทรายในแอฟริกาไปจนถึงขั้วโลกเหนือและใต้


ประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการตามยุคสมัย (Generations)

รุ่นที่ 1 (N10; ค.ศ. 1968–1972)
  • การพัฒนา: Hilux ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อแทนที่รถกระบะรุ่นเก่าอย่าง Stout และ Briska โดยโตโยต้าได้มอบหมายให้ Hino Motors ซึ่งเป็นบริษัทในเครือที่มีความเชี่ยวชาญด้านรถเพื่อการพาณิชย์ เป็นผู้พัฒนและผลิต
  • วิศวกรรม: เป็นรถกระบะตอนเดียวช่วงสั้น ใช้โครงสร้างแบบ Body-on-Frame ช่วงล่างหน้าแบบปีกนกอิสระพร้อมคอยล์สปริง ซึ่งถือว่าทันสมัยมากในยุคนั้น
  • เครื่องยนต์: เริ่มต้นด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร (รหัส 2R) 77 แรงม้า ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร (12R) ในปีต่อมา
รุ่นที่ 2 (N20; ค.ศ. 1972–1978)
  • การออกแบบ: ปรับปรุงดีไซน์ให้ทันสมัยขึ้น และที่สำคัญคือมีการเปิดตัว รุ่นฐานล้อยาว (Long Wheelbase) เป็นครั้งแรก เพื่อตอบสนองความต้องการบรรทุกที่มากขึ้น
  • ความสะดวกสบาย: มีการปรับปรุงภายในให้มีความสะดวกสบายเหมือนรถยนต์นั่งมากขึ้น และมีการนำเสนอ เกียร์อัตโนมัติ 3 สปีด เป็นทางเลือก
  • เครื่องยนต์: เปิดตัวเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร (18R) ที่ให้พละกำลังสูงขึ้น
รุ่นที่ 3 (N30, N40; ค.ศ. 1978–1983) – ยุค “ซูเปอร์สตาร์”
  • การออกแบบ: ดีไซน์มีความเป็นรถยนต์นั่งมากขึ้นด้วยไฟหน้าทรงกลม (ในรุ่นแรกๆ) และเส้นสายที่โค้งมน ในประเทศไทยรุ่นนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ “Hilux Super Star”
  • จุดเปลี่ยนสำคัญ:
    • เปิดตัวรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ (4WD) เป็นครั้งแรกในปี 1979 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานรถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อของโตโยต้า
    • เปิดตัวเครื่องยนต์ดีเซล เป็นครั้งแรกในปี 1980 ด้วย เครื่องยนต์รหัส L ขนาด 2.2 ลิตร ซึ่งสร้างชื่อเสียงด้านความทนทานและประหยัด
  • ฉายาในไทย: รุ่นขับสี่เป็นที่รู้จักในฉายา “ม้ากระโดด” จากสติกเกอร์ข้างตัวรถ
รุ่นที่ 4 (N50, N60, N70; ค.ศ. 1983–1988) – ยุค “เฮอร์คิวลิส” หรือ “ฮีโร่”
  • การออกแบบ: มีดีไซน์ที่เป็นเหลี่ยมสัน บึกบึนชัดเจน และมีการออกแบบซุ้มล้อแบบ “Blister Fender” ที่ดูทรงพลัง
  • นวัตกรรมตัวถัง: เป็นเจเนอเรชันแรกที่นำเสนอตัวถังแบบ “Xtra Cab” (แค็บครึ่ง) เพิ่มพื้นที่ด้านหลังคนขับ
  • ชื่อเสียง: เป็นรุ่นที่สร้างชื่อเสียงด้านความ “อมตะ” และ “ทนทานจนทำลายไม่ได้” ซึ่งได้รับการพิสูจน์ในรายการ Top Gear ของอังกฤษ ที่นำรถรุ่นนี้ไปทดสอบอย่างสุดขั้วแต่ก็ยังสามารถใช้งานได้
  • ฉายาในไทย: เป็นที่รู้จักในชื่อ “ไฮลักซ์ เฮอร์คิวลิส” หรือ “ไฮลักซ์ ฮีโร่”
รุ่นที่ 5 (N80-N110; ค.ศ. 1988–1997) – ยุค “ไมตี้-เอ็กซ์”
  • การออกแบบ: ดีไซน์มีความโค้งมนและทันสมัยขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เส้นสายต่างๆ ถูกขัดเกลาให้ดูลงตัวและลดแรงต้านลม
  • เครื่องยนต์: เป็นยุคของเครื่องยนต์ดีเซล ตระกูล L ที่โด่งดัง เช่น 2L-II (2.4 ลิตร) และ 3L (2.8 ลิตร) ในรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความทนทานและดูแลรักษาง่าย
  • ความนิยมในไทย: ได้รับความนิยมถล่มทลายในประเทศไทยภายใต้ชื่อ “ไฮลักซ์ ไมตี้-เอ็กซ์” (Mighty-X) และกลายเป็นภาพจำของรถกระบะโตโยต้าในยุค 90
รุ่นที่ 6 (N140-N170; ค.ศ. 1997–2004) – ยุค “ไทเกอร์”
  • การออกแบบ: ปรับดีไซน์ให้ใหญ่ขึ้น บึกบึนขึ้น และดูใกล้เคียงกับรถ SUV มากขึ้น
  • จุดเปลี่ยนทางเทคโนโลยี: เป็นยุคเปลี่ยนผ่านจากเครื่องยนต์ดีเซลระบบเก่าสู่ระบบคอมมอนเรล
    • ช่วงแรก: ใช้เครื่องยนต์ 5L (3.0 ลิตร)
    • ช่วงกลาง: เปิดตัวเครื่องยนต์ 1KZ-TE (3.0 ลิตร เทอร์โบ) ที่ให้สมรรถนะสูงขึ้น
    • ช่วงปลาย: เปิดตัวเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล D-4D (Direct Injection 4-Stroke Common Rail Diesel Engine) ครั้งแรกในรหัส 1KD-FTV (3.0L) และ 2KD-FTV (2.5L) ซึ่งปฏิวัติทั้งด้านสมรรถนะ, ความเงียบ และความประหยัด
  • ชื่อในไทย: เป็นที่รู้จักในชื่อ “ไฮลักซ์ ไทเกอร์” (Hilux Tiger)
รุ่นที่ 7 (AN10, AN20, AN30; ค.ศ. 2004–2015) – ยุค “วีโก้” และโครงการ IMV
  • การพัฒนา: เป็นการปฏิวัติครั้งใหญ่ที่สุดภายใต้โครงการ “IMV Project” (Innovative International Multi-purpose Vehicle) โดยใช้แพลตฟอร์มระดับโลกร่วมกันระหว่าง Hilux, Fortuner และ Innova โดยมีประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลักเพื่อส่งออกทั่วโลก
  • การออกแบบ: ตัวรถมีขนาดใหญ่ขึ้นในทุกมิติ ดีไซน์ทันสมัยและหรูหรา ภายในกว้างขวางเทียบเท่ารถเก๋ง
  • เครื่องยนต์: ใช้เครื่องยนต์ D-4D (1KD/2KD) ที่ได้รับการพัฒนาต่อยอด พร้อมเทคโนโลยี VN Turbo (เทอร์โบแปรผันครีบ) ในรุ่นหลังๆ ที่เพิ่มสมรรถนะให้สูงขึ้นไปอีก
  • ความสำเร็จ: สร้างปรากฏการณ์ยอดขายถล่มทลายทั่วโลกและในประเทศไทยภายใต้ชื่อ “ไฮลักซ์ วีโก้” (Hilux Vigo) และรุ่นปรับโฉม “วีโก้ แชมป์” (Vigo Champ)
รุ่นที่ 8 (AN120, AN130; ค.ศ. 2015–ปัจจุบัน) – ยุค “รีโว่”
  • การพัฒนา: เป็นเจเนอเรชันปัจจุบันที่พัฒนาต่อยอดจากความสำเร็จของโครงการ IMV ภายใต้รหัส IMV2
  • วิศวกรรม: เปิดตัวแชสซีส์ใหม่ FIRN (Frame with Integrated Rigidity Mechanism) ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม และเครื่องยนต์ดีเซลตระกูลใหม่ “GD Series” (1GD/2GD) ที่ให้แรงบิดสูงในรอบต่ำและประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น
  • เทคโนโลยี: ในรุ่นปรับโฉมปี 2020 ได้มีการเพิ่มพละกำลังเครื่องยนต์ 2.8L เป็น 204 แรงม้า 500 นิวตันเมตร และนำระบบความปลอดภัยขั้นสูง Toyota Safety Sense มาติดตั้งเป็นครั้งแรก
  • ชื่อในไทย: เป็นที่รู้จักในชื่อ “ไฮลักซ์ รีโว่” (Hilux Revo)