โตโยต้า ไฮลักซ์ ไทเกอร์ (Toyota Hilux Tiger) เป็นชื่อทางการค้าที่ใช้ในประเทศไทยสำหรับรถกระบะ โตโยต้า ไฮลักซ์ เจเนอเรชันที่ 6 (รหัส N140–N170) เปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อเดือนมีนาคม ค.ศ. 1998 เพื่อมาแทนที่รุ่น ไฮลักซ์ ไมตี้-เอ็กซ์ (Mighty-X) ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง
Hilux Tiger ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดของการสร้างรถกระบะที่มีความสมดุลระหว่างการใช้งานเพื่อการพาณิชย์ที่ต้องการความทนทาน และการใช้งานส่วนบุคคลที่ต้องการความสะดวกสบายและรูปลักษณ์ที่ทันสมัยยิ่งขึ้น โดยเป็นเจเนอเรชันสุดท้ายก่อนการปฏิวัติครั้งใหญ่สู่โครงการ IMV ในรุ่นถัดไป
1. การพัฒนาและการออกแบบ
- ดีไซน์ภายนอก: มีการออกแบบตัวถังใหม่ทั้งหมดให้มีขนาดใหญ่ขึ้น บึกบึน และมีเส้นสายที่โค้งมนมากขึ้นกว่ารุ่น Mighty-X อย่างเห็นได้ชัด ไฟหน้ามีขนาดใหญ่ขึ้นและเชื่อมต่อกับกระจังหน้า สร้างภาพลักษณ์ที่ดูแข็งแกร่งและทันสมัย
- ภายในห้องโดยสาร: ออกแบบแผงคอนโซลและแผงหน้าปัดใหม่ทั้งหมดให้มีความใกล้เคียงกับรถยนต์นั่งมากขึ้น มีการใช้วัสดุที่ดีขึ้นและจัดวางอุปกรณ์ต่างๆ ให้ง่ายต่อการใช้งาน เพื่อยกระดับความสะดวกสบายในการขับขี่และการโดยสาร
- โครงสร้างและช่วงล่าง: ยังคงใช้โครงสร้างแชสซีส์แบบขั้นบันได (Ladder-Frame) ที่ขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแกร่งทนทาน ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบอิสระปีกนกคู่พร้อมทอร์ชันบาร์ และด้านหลังเป็นแบบแหนบซ้อน (Leaf Spring) ที่เน้นการบรรทุก
2. วิวัฒนาการด้านเครื่องยนต์: จุดเปลี่ยนผ่านสำคัญ
Hilux Tiger คือยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีเครื่องยนต์ดีเซลถึง 3 รูปแบบในเจเนอเรชันเดียว
2.1 ยุคเครื่องยนต์ Indirect Injection (1998–2000)
- เครื่องยนต์ 5L: ในช่วงเปิดตัว Hilux Tiger ยังคงใช้เครื่องยนต์ดีเซล รหัส 5L ขนาด 3.0 ลิตร (2,986 ซีซี) แบบ OHV 8 วาล์ว ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ Indirect Injection (การฉีดน้ำมันเข้าห้องเผาไหม้ช่วย) ที่พัฒนาต่อยอดมาจากเครื่องยนต์ตระกูล L ในรุ่น Mighty-X
- สมรรถนะ: ให้กำลังสูงสุด 91 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 192 นิวตันเมตร ที่ 2,400 รอบ/นาที
- จุดเด่น: มีชื่อเสียงด้านความทนทานสูงมาก โครงสร้างไม่ซับซ้อน ดูแลรักษาง่าย
2.2 ยุคเครื่องยนต์ Direct Injection Turbo (2000–2001)
- เครื่องยนต์ 1KZ-TE: เพื่อตอบสนองความต้องการด้านสมรรถนะที่สูงขึ้น โตโยต้าได้นำเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ รหัส 1KZ-TE ขนาด 3.0 ลิตร (2,982 ซีซี) แบบ SOHC 8 วาล์ว มาใช้ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ
- เทคโนโลยี: เป็นเครื่องยนต์ Direct Injection (การฉีดน้ำมันเข้าห้องเผาไหม้โดยตรง) พร้อมเทอร์โบและอินเตอร์คูลเลอร์ ควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (EFI)
- สมรรถนะ: ให้กำลังสูงสุดถึง 125 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 315 นิวตันเมตร ที่ 2,000 รอบ/นาที ซึ่งถือว่าทรงพลังมากในยุคนั้น
2.3 ยุคเครื่องยนต์ D-4D Commonrail (2001–2004)
- การปฏิวัติครั้งสำคัญ: ในช่วงปลายอายุตลาด Hilux Tiger ได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเปิดตัวเครื่องยนต์ดีเซลระบบคอมมอนเรล D-4D (Direct Injection 4-Stroke Common Rail Diesel Engine) เป็นครั้งแรกในรถกระบะของโตโยต้า
- เครื่องยนต์ 2KD-FTV (2.5 D-4D): เครื่องยนต์ดีเซล DOHC 16 วาล์ว ขนาด 2.5 ลิตร (2,494 ซีซี) เทอร์โบ
- สมรรถนะ: ให้กำลังสูงสุด 102 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 260 นิวตันเมตร ในช่วงรอบกว้าง (1,600-2,400 รอบ/นาที)
- เครื่องยนต์ 1KD-FTV (3.0 D-4D): เครื่องยนต์ดีเซล DOHC 16 วาล์ว ขนาด 3.0 ลิตร (2,982 ซีซี) เทอร์โบ
- สมรรถนะ: ให้กำลังสูงสุด 125 แรงม้า (เท่ากับ 1KZ-TE) แต่ให้แรงบิดที่สูงกว่าในรอบที่ต่ำกว่า
- เครื่องยนต์ 2KD-FTV (2.5 D-4D): เครื่องยนต์ดีเซล DOHC 16 วาล์ว ขนาด 2.5 ลิตร (2,494 ซีซี) เทอร์โบ
- จุดเด่น: เครื่องยนต์ D-4D ให้ทั้งสมรรถนะที่จัดจ้าน, อัตราเร่งที่ดี, เสียงที่เงียบลงอย่างชัดเจน และอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ก่อนที่จะถูกส่งต่อไปยัง Hilux Vigo
3. รุ่นย่อยและรูปแบบตัวถัง
- Standard Cab: ตอนเดียวสำหรับบรรทุก
- Extra Cab: ตอนครึ่ง (แค็บ)
- Double Cab: 4 ประตู ซึ่งเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นสำหรับการใช้งานแบบครอบครัว
- รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ (SR5): เป็นรุ่นท็อปที่มาพร้อมสมรรถนะการลุยและเครื่องยนต์ที่ทรงพลังที่สุด
- Prerunner: เป็นรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อยกสูง ที่เปิดตัวตามมาในช่วงหลังเพื่อแข่งขันในตลาดที่ Isuzu Hi-Lander ได้สร้างไว้
4. การยุติการทำตลาด
Toyota Hilux Tiger ทำตลาดจนถึงปี ค.ศ. 2004 ก่อนที่จะถูกแทนที่โดย Toyota Hilux Vigo ซึ่งเป็นการเปลี่ยนโฉมใหม่ทั้งหมดภายใต้โครงการ IMV อย่างไรก็ตาม Hilux Tiger ยังคงเป็นที่จดจำและเป็นที่ต้องการในตลาดรถยนต์มือสองมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยชื่อเสียงด้านความทนทานของเครื่องยนต์ 5L และความแรงของเครื่องยนต์ D-4D ในยุคบุกเบิก