โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ (Toyota Fortuner) เป็นรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดกลาง (Mid-size SUV) ที่ใช้โครงสร้างแบบ Body-on-frame ซึ่งพัฒนาขึ้นบนพื้นฐานเดียวกันกับรถกระบะ โตโยต้า ไฮลักซ์ (Toyota Hilux) ในแต่ละยุคสมัย ชื่อ “Fortuner” มาจากคำว่า “Fortune” ที่หมายถึง “โชคลาภ” หรือ “ความสำเร็จ” สะท้อนถึงภาพลักษณ์ของความพรีเมียมและความเป็นผู้นำ

Fortuner เปิดตัวครั้งแรกในปี ค.ศ. 2004 และกลายเป็นหนึ่งในสามผลิตภัณฑ์หลักภายใต้โครงการพัฒนารถยนต์เชิงกลยุทธ์ระดับโลกที่ชื่อว่า “IMV Project” (Innovative International Multi-purpose Vehicle) ร่วมกับ Hilux Vigo และ Innova โดยมีประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญเพื่อส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลก


รุ่นที่หนึ่ง (First Generation; รหัส AN50/AN60; ค.ศ. 2004–2015)

เจเนอเรชันแรกของ Fortuner เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน ค.ศ. 2004 และได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดรถยนต์ PPV ในทันที ด้วยดีไซน์ที่หรูหราล้ำสมัยและความแข็งแกร่งจากพื้นฐานของ Hilux Vigo

  • การออกแบบและโครงสร้าง:
    • ใช้แพลตฟอร์ม IMV ร่วมกับ Hilux Vigo แต่มีความแตกต่างที่สำคัญคือ ระบบกันสะเทือนหลังแบบโฟร์ลิงค์พร้อมคอยล์สปริง (Four-link with Coil Spring) ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อมอบความนุ่มนวลและความสบายในการโดยสารที่เหนือกว่ารถกระบะที่ใช้แหนบ (Leaf Spring)
    • ดีไซน์ภายนอกมีความสง่างามและบึกบึน ภายในห้องโดยสารกว้างขวางและตกแต่งให้มีความพรีเมียมมากกว่ารถกระบะอย่างชัดเจน
  • วิวัฒนาการและรุ่นปรับปรุง:
    • โฉมแรก (2004–2008):
      • เครื่องยนต์: ใช้เครื่องยนต์ดีเซล D-4D Commonrail ตระกูล KD และเครื่องยนต์เบนซิน
        • Diesel 3.0L (1KD-FTV): 163 แรงม้า, 343 นิวตันเมตร
        • Diesel 2.5L (2KD-FTV): 102 แรงม้า (สำหรับรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ)
        • Petrol 2.7L VVT-i (2TR-FE): 160 แรงม้า
      • ระบบขับเคลื่อน: มีให้เลือกทั้งแบบขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง และขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Full-Time 4WD
    • โฉมปรับปรุงครั้งที่ 1 (Minor Change; 2008–2011):
      • การออกแบบ: ปรับโฉมด้านหน้าใหม่ให้มีความเฉียบคมขึ้นด้วยกระจังหน้าดีไซน์ใหม่, ไฟหน้าโปรเจคเตอร์รมดำ และไฟท้ายดีไซน์ใหม่ที่เรียกว่า “ทรงหน้ายักษ์”
      • เครื่องยนต์: มีการเพิ่มอินเตอร์คูลเลอร์ให้กับเครื่องยนต์ 2.5L ทำให้มีพละกำลังเพิ่มขึ้นเป็น 144 แรงม้า
      • ภายใน: ปรับเปลี่ยนดีไซน์คอนโซลกลางและพวงมาลัยใหม่
    • โฉมปรับปรุงครั้งที่ 2 (Big Minor Change; 2011–2015):
      • การออกแบบ: เป็นการปรับโฉมครั้งใหญ่ที่สุด โดยออกแบบด้านหน้าและท้ายใหม่ทั้งหมดให้มีความหรูหราและดูภูมิฐานยิ่งขึ้น สอดคล้องกับการเปิดตัว “Hilux Vigo Champ”
      • เครื่องยนต์: ปรับปรุงเครื่องยนต์ 3.0L ให้มาพร้อมเทคโนโลยี VN Turbo เพิ่มกำลังเป็น 171 แรงม้า
      • ระบบส่งกำลัง: เปิดตัว เกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด มาแทนที่เกียร์ 4 สปีดเดิม ช่วยให้การตอบสนองดีขึ้นและประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น

รุ่นที่สอง (Second Generation; รหัส AN150/AN160; ค.ศ. 2015–ปัจจุบัน)

เจเนอเรชันที่สองเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ. 2015 โดยเป็นการพัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมดบนแพลตฟอร์ม IMV2 ร่วมกับ Hilux Revo ภายใต้แนวคิด “New Legend of the Pride” หรือ “ความภาคภูมิใจแห่งตำนานบทใหม่”

  • การออกแบบและวิศวกรรม:
    • ดีไซน์: มีการออกแบบที่ฉีกไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ด้วยเส้นสายที่เฉียบคมและดูสปอร์ตพรีเมียมภายใต้แนวคิด “Tough & Cool” ไฟหน้า Bi-Beam LED และไฟท้ายแบบ Light Guiding ทำให้ตัวรถดูทันสมัยและโดดเด่น
    • ช่วงล่าง: พัฒนาระบบกันสะเทือนหลังแบบโฟร์ลิงค์ให้ดียิ่งขึ้น พร้อมเพิ่มเหล็กกันโคลง (Stabilizer Bar) ทั้งหน้าและหลัง เพื่อการทรงตัวที่มั่นคงและเกาะถนนดีเยี่ยม
    • ภายใน: ออกแบบให้มีความหรูหราและโอบล้อมผู้ขับขี่ (Cockpit Design) ใช้วัสดุคุณภาพสูง และติดตั้งเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย
  • วิวัฒนาการและรุ่นปรับปรุง:
    • โฉมแรก (2015–2020):
      • เครื่องยนต์: เปิดตัวพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลตระกูลใหม่ “GD Series”
        • Diesel 2.8L (1GD-FTV): 177 แรงม้า, 450 นิวตันเมตร
        • Diesel 2.4L (2GD-FTV): 150 แรงม้า, 400 นิวตันเมตร
      • เทคโนโลยี: ติดตั้งระบบความปลอดภัยครบครัน เช่น ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง, ระบบควบคุมการทรงตัว (VSC), และประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า
    • โฉมปรับปรุง (Minor Change; 2020–ปัจจุบัน):
      • การแตกไลน์ผลิตภัณฑ์: เป็นครั้งแรกที่ Fortuner มีการแยกรุ่นย่อยอย่างชัดเจน
        • รุ่นมาตรฐาน: ปรับดีไซน์ด้านหน้าให้ใหญ่และดูบึกบึนขึ้น
        • รุ่น Legender: รุ่นตกแต่งพิเศษที่มาพร้อมดีไซน์ที่สปอร์ตและดุดันยิ่งกว่า ด้วยกระจังหน้าและกันชนดีไซน์เฉพาะตัว พร้อมหลังคาสีดำ (Black Top)
      • เครื่องยนต์ “GD Super Power”:
        • Diesel 2.8L: ได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ เพิ่มพละกำลังเป็น 204 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร
      • เทคโนโลยีและความปลอดภัย:
        • Toyota Safety Sense: เป็นครั้งแรกที่มีการติดตั้งระบบความปลอดภัยขั้นสูงแบบแอคทีฟ เช่น ระบบความปลอดภัยก่อนการชน (PCS) และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (DRCC)
        • เพิ่ม Balance Shaft ในเครื่องยนต์ 2.8L เพื่อลดเสียงและแรงสั่นสะเทือน
    • การแนะนำรุ่น GR Sport (2021):
      • เปิดตัวรุ่นท็อปสุด “GR Sport” ที่พัฒนาร่วมกับแบรนด์มอเตอร์สปอร์ต Gazoo Racing โดยมีการปรับจูนช่วงล่างใหม่ด้วย โช้คอัพแบบ Monotube ทั้ง 4 ล้อ เพื่อสมรรถนะการขับขี่และการควบคุมที่เฉียบคมที่สุดในทุกย่านความเร็ว

ดูเพิ่ม