นิสสัน บิ๊กเอ็ม (Nissan Big-M) คือชื่อที่ใช้ในการทำตลาดของรถกระบะ นิสสัน D21 (Nissan D21) ในประเทศไทย ซึ่งผลิตและจัดจำหน่ายในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1986 ถึง ค.ศ. 1998 โดยเป็นรถกระบะที่สืบทอดตำนานต่อจาก ดัทสัน 720 (Datsun 720) และกลายเป็นหนึ่งในรถกระบะที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของนิสสันในประเทศไทย สร้างชื่อเสียงอย่างยาวนานในด้านความทนทาน, ความแข็งแกร่ง และความน่าเชื่อถือ จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของ “กระบะอมตะ” ที่ยังคงพบเห็นได้บนท้องถนนจนถึงปัจจุบัน

ในตลาดโลก รถกระบะ D21 เป็นที่รู้จักในชื่อ นิสสัน ฮาร์ดบอดี้ (Nissan Hardbody) และเป็นรุ่นแรกที่เริ่มใช้ชื่อ นาวารา (Navara) ในบางประเทศ เช่น ออสเตรเลีย

การเปิดตัวและที่มาของชื่อ “Big-M” (ค.ศ. 1986)

  • การเปิดตัว: นิสสัน บิ๊กเอ็ม เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1986 โดยเป็นการเปลี่ยนผ่านจากแบรนด์ “ดัทสัน” มาสู่ “นิสสัน” อย่างเต็มตัว
  • ที่มาของชื่อ: ชื่อ “Big-M” ถูกตั้งขึ้นเพื่อสื่อถึงภาพลักษณ์ใหม่ที่ “ใหญ่และแข็งแกร่งกว่าเดิม” โดยคาดว่า “M” ย่อมาจาก “Machine” เพื่อเน้นย้ำความเป็นสุดยอดเครื่องจักรที่ทนทานและทรงพลัง ซึ่งประสบความสำเร็จในการสร้างการจดจำและสะท้อนคุณสมบัติของตัวรถได้เป็นอย่างดี

การออกแบบและรูปแบบตัวถัง

  • ดีไซน์: บิ๊กเอ็มมีดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ของยุค 80s ด้วยรูปทรงเหลี่ยมสันที่ชัดเจน ดูบึกบึน แข็งแกร่ง และเน้นประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก
  • รูปแบบตัวถัง: มีตัวถังให้เลือกหลากหลายเพื่อตอบสนองการใช้งาน
    • ตอนเดียว (Single Cab): รุ่นมาตรฐานสำหรับบรรทุกหนัก
    • คิงแค็บ (King Cab): เปิดตัวในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1989 เป็นรุ่นตอนครึ่งที่มีพื้นที่ด้านหลังเบาะสำหรับเก็บสัมภาระ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูง
    • สี่ประตู (Double Cab): มีผลิตออกมาแต่ไม่แพร่หลายเท่ารุ่นอื่น

เครื่องยนต์: หัวใจแห่งความทนทาน

นิสสัน บิ๊กเอ็ม มีการเปลี่ยนแปลงเครื่องยนต์ดีเซลหลายครั้งตลอดอายุการทำตลาด ซึ่งแต่ละรุ่นล้วนมีชื่อเสียงด้านความทนทานเป็นอย่างยิ่ง

  1. SD25 (ค.ศ. 1986): เครื่องยนต์ดีเซลรุ่นแรกที่เปิดตัวพร้อมกับบิ๊กเอ็ม เป็นเครื่องยนต์ดีเซล OHV 4 สูบ ขนาด 2,488 ซีซี
  2. TD25 (ค.ศ. 1988): เครื่องยนต์ดีเซล OHV 4 สูบ ขนาด 2,494 ซีซี ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่สร้างชื่อเสียงด้านความอึด ทนทาน ให้กับบิ๊กเอ็มเป็นอย่างมาก
  3. BD25 “ฝาแดง” (ค.ศ. 1990): ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ นิสสันเปิดตัวเครื่องยนต์ดีเซลไดเรคอินเจคชั่น BD25 ขนาด 2,494 ซีซี 90 แรงม้า ที่ให้ทั้งพละกำลังและความประหยัดน้ำมันที่ดียิ่งขึ้น จนกลายเป็นตำนานที่ผู้คนจดจำในชื่อ “บิ๊กเอ็มฝาแดง”
  4. TD27 (ค.ศ. 1997): ในช่วงท้ายของรุ่น ได้มีการนำเครื่องยนต์ดีเซล TD27 ขนาด 2,663 ซีซี มาใช้ เพื่อให้ผ่านมาตรฐานมลพิษในยุคนั้น ก่อนจะเปลี่ยนไปสู่รุ่นใหม่

นอกจากเครื่องยนต์ดีเซลแล้ว ยังมีเครื่องยนต์เบนซินรหัส Z20 (2.0 ลิตร) และ Z16 (1.6 ลิตร) เป็นทางเลือกอีกด้วย

วิวัฒนาการและการปรับโฉม

ตลอดระยะเวลากว่า 12 ปี นิสสัน บิ๊กเอ็ม มีการปรับเปลี่ยนโฉมย่อย (Minorchange) หลายครั้ง เพื่อสร้างความสดใหม่ให้กับตลาด โดยการเปลี่ยนแปลงหลักๆ จะอยู่ที่กระจังหน้า, ไฟหน้า, กันชน และลวดลายสติกเกอร์ด้านข้าง

  • โฉมแรก (ค.ศ. 1986): กระจังหน้าเป็นแบบช่องเล็กๆ ซ้อนกัน 2 แถว
  • ปรับโฉมครั้งที่ 1 (ประมาณ ค.ศ. 1990): เปลี่ยนกระจังหน้าเป็นแบบช่องแนวนอนขนาดใหญ่ขึ้น พร้อมการมาถึงของเครื่องยนต์ BDI
  • ปรับโฉมครั้งที่ 2 (ประมาณ ค.ศ. 1993): เปลี่ยนกระจังหน้าอีกครั้ง โดยมีลักษณะเป็นซี่โครเมียมแนวนอนที่ดูหรูหราขึ้น
  • โฉมสุดท้าย “Big-M Frontier” (ประมาณ ค.ศ. 1997-1998): ในช่วงปลายอายุตลาดก่อนการมาถึงของ D22 Frontier ได้มีการปรับโฉมครั้งสุดท้าย มีการใช้ชื่อ “Frontier” บนสติกเกอร์ด้านข้าง เพื่อเป็นการปูทางไปสู่รถรุ่นใหม่

มรดกที่ทิ้งไว้และรุ่นต่อไป

นิสสัน บิ๊กเอ็ม ยุติการทำตลาดในราวปี ค.ศ. 1998 และถูกแทนที่ด้วย นิสสัน ฟรอนเทียร์ (Nissan Frontier) รหัสตัวถัง D22

มรดกที่สำคัญที่สุดของนิสสัน บิ๊กเอ็ม คือการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับรถกระบะในด้านความทนทานจนเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง และพิสูจน์ให้เห็นถึงความคุ้มค่าในการใช้งานระยะยาว จนกลายเป็นรถกระบะในตำนานที่ผู้คนยังคงเชื่อมั่นและกล่าวขานถึงความ “อึด ถึก ทน” มาจนถึงทุกวันนี้