ตลาดรถกระบะพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยกำลังจะดุเดือดขึ้นไปอีกขั้น เมื่อล่าสุด MG ประเทศไทย ได้ยืนยันเตรียมนำ MG MAXUS eTERRON 9 รถกระบะไฟฟ้า 100% รุ่นใหม่ล่าสุด มาจัดแสดงคันจริงให้คนไทยได้สัมผัสเป็นครั้งแรก ภายในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 41 หรือ Motor Expo 2025 ซึ่งจะมีรอบสื่อมวลชนในวันที่ 28 พฤศจิกายนนี้
การมาของ eTERRON 9 ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะนี่ไม่ใช่เพียงการนำรถมาโชว์ตัว แต่เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า MG พร้อมที่จะลงเล่นในตลาดกระบะ EV สมรรถนะสูง เพื่อท้าชนกับคู่แข่งในตลาดที่เริ่มเปิดตัวไปก่อนหน้านี้

ดีไซน์ล้ำสมัย บนตัวถังขนาดใหญ่กว่ากระบะทั่วไป MG MAXUS eTERRON 9 ถูกพัฒนาขึ้นบนแพลตฟอร์ม GST ของ SAIC Motor ซึ่งออกแบบมาเพื่อรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ รูปลักษณ์ภายนอกฉีกกฎการออกแบบกระบะเดิมๆ ด้วยกระจังหน้าแบบทึบ ไฟหน้าทรงตั้ง และเส้นสายที่เน้นความบึกบึนทันสมัย
มิติตัวถังถือเป็นจุดเด่นสำคัญ โดยมีความยาว 5,500 มม. ความกว้างถึง 2,005 มม. และความสูง 1,860 มม. ซึ่งเมื่อเทียบกับกระบะขนาด 1 ตันทั่วไปในไทย จะพบว่า eTERRON 9 มีขนาดที่ใหญ่กว่าและกว้างกว่าอย่างชัดเจน ให้ภาพลักษณ์ที่พรีเมียมและดุดัน

ขุมพลังมอเตอร์คู่ 442 แรงม้า สมรรถนะเทียบชั้น Supercar หัวใจหลักของ eTERRON 9 คือระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (AWD) ที่ทำงานผ่านมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ให้พละกำลังรวมสูงสุดถึง 442 แรงม้า (325 กิโลวัตต์) และแรงบิดมหาศาล 700 นิวตันเมตร สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ภายในเวลาเพียง 5.8 วินาที เท่านั้น
ด้านพลังงาน มาพร้อมแบตเตอรี่ Lithium-ion (LFP) ขนาดใหญ่ถึง 102 kWh รองรับการใช้งานเดินทางไกลด้วยระยะทางวิ่งสูงสุด 430 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (ตามมาตรฐาน WLTP) หรือประมาณกว่า 500 กิโลเมตร หากเทียบเป็นมาตรฐาน NEDC ส่วนระบบชาร์จรองรับกระแสตรง (DC) สูงสุด 115 kW สามารถชาร์จจาก 20-80% ได้ภายในเวลาประมาณ 40 นาที

ฟังก์ชันอเนกประสงค์ที่คิดมาเพื่อไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ สิ่งที่ทำให้ MG MAXUS eTERRON 9 แตกต่างจากคู่แข่ง คือการออกแบบพื้นที่ใช้สอยที่ชาญฉลาด ได้แก่:
- พื้นที่เก็บของด้านหน้า (Frunk): ด้วยการที่ไม่มีเครื่องยนต์ ทำให้มีพื้นที่เก็บของใต้ฝากระโปรงหน้าขนาดใหญ่ถึง 236 ลิตร สามารถใส่สัมภาระหรือกระเป๋าเดินทางได้สบาย
- ห้องโดยสารทะลุกระบะท้าย: ฟังก์ชันพิเศษที่สามารถพับเบาะหลังและเปิดช่องกั้นระหว่างห้องโดยสารกับกระบะท้าย เพื่อวางสัมภาระที่มีความยาวได้ถึง 2.4 เมตร ทะลุเข้ามาในตัวรถ
- ระบบ V2L (Vehicle-to-Load): รองรับการจ่ายกระแสไฟฟ้าสู่อุปกรณ์ภายนอกได้สูงสุดถึง 6.6 kW ผ่านเต้ารับภายนอก และ 2.2 kW สำหรับเต้ารับภายในรถและกระบะท้าย ตอบโจทย์สายแคมป์ปิ้งและผู้รับเหมาที่ต้องใช้เครื่องมือไฟฟ้า
- ช่วงล่างถุงลม: ระบบกันสะเทือนหลังแบบอิสระ Multi-link มาพร้อมระบบถุงลม (Air Suspension) ที่สามารถปรับระดับความสูงของตัวรถได้ เพื่อความนุ่มนวลในการขับขี่และการลุยในพื้นที่อุปสรรค

บทวิเคราะห์ทางการตลาดและราคา การนำ MG MAXUS eTERRON 9 เข้ามาโชว์ตัวในช่วงเวลานี้ ถือเป็นการชิงพื้นที่สื่อและหยั่งกระแสตอบรับจากผู้บริโภคชาวไทย โดยคู่แข่งในตลาดปัจจุบันมีทั้ง Riddara RD6, BYD SHARK 6 และ Toyota Hilux Revo-e แต่ด้วยสเปกของ eTERRON 9 ที่มีความเป็นกระบะไซส์ใหญ่ (Mid-Size ค่อนไปทาง Full-Size) และอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีระดับสูง คาดว่าการวางตำแหน่งทางการตลาดจะเป็นกลุ่มพรีเมียม
หากมีการทำตลาดจริง คาดการณ์ว่าราคาจำหน่ายอาจอยู่ในช่วง 1.5 – 1.7 ล้านบาท หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อยและออปชันที่นำเข้ามาจำหน่าย ซึ่งต้องรอติดตามความชัดเจนและทิศทางจากทาง MG ประเทศไทย อีกครั้ง ในงาน Motor Expo 2025 ที่จะถึงนี้
