Ford Wildtrak (ฟอร์ด ไวลด์แทรค)

ไวลด์แทรค (Wildtrak) เป็นชื่อของรุ่นย่อย (Trim Level) ระดับสูงสุดในสายการผลิตรถยนต์ ฟอร์ด เรนเจอร์ (Ford Ranger) และ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ (Ford Everest) ที่เน้นภาพลักษณ์แบบสปอร์ตพรีเมียม, ไลฟ์สไตล์กลางแจ้ง และการผจญภัย แบรนด์ Wildtrak ถูกสร้างขึ้นเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าที่ต้องการยานพาหนะที่มีความโดดเด่น, แข็งแกร่ง, พร้อมเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และสามารถตอบสนองการใช้งานที่หลากหลายได้ในคันเดียว

Wildtrak ประสบความสำเร็จในการสร้างเซกเมนต์ใหม่และกลายเป็นสัญลักษณ์ของรถยนต์อเนกประสงค์ระดับเรือธงของฟอร์ดในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกและออสเตรเลีย

Ford Wildtrak (ฟอร์ด ไวลด์แทรค)
Ford Ranger Wildtrak และ Ford Everest Wildtrak

1. ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค (Ford Ranger Wildtrak)

เป็นจุดกำเนิดและรากฐานของความสำเร็จของแบรนด์ Wildtrak โดยเป็นการนำรถกระบะ Ranger มายกระดับให้เป็นมากกว่ารถเพื่อการพาณิชย์

รุ่นแรก: จุดเริ่มต้นบนพื้นฐาน Ranger (PJ/PK; ค.ศ. 2009–2011)

  • การเปิดตัว: ปรากฏตัวครั้งแรกในช่วงท้ายของ Ford Ranger เจเนอเรชันที่สอง (โฉม PK) เพื่อสร้างความสดใหม่และกระตุ้นตลาด
  • เอกลักษณ์: มาพร้อมสีตัวถังพิเศษ, โรลบาร์ดีไซน์เฉพาะ, ราวหลังคา, สติกเกอร์ลายกราฟิก และภายในทูโทนพร้อมโลโก้ Wildtrak
  • เครื่องยนต์: ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร Duratorq TDCi 156 แรงม้า ซึ่งเป็นขุมพลังที่แรงที่สุดในไลน์อัพ ณ เวลานั้น

รุ่นที่สอง: ยุคทองบนแพลตฟอร์ม T6 (PX; ค.ศ. 2012–2022)

เจเนอเรชันนี้คือยุคที่ชื่อ “Wildtrak” กลายเป็นที่รู้จักและโด่งดังไปทั่วโลก

  • โฉมแรก (2012–2015):
    • ดีไซน์: สร้างความแตกต่างด้วยชิ้นส่วนตกแต่งสีเทาเข้ม (Titanium Grey), โรลบาร์ดีไซน์สปอร์ต และสีซิกเนเจอร์ “Chilli Orange”
    • เครื่องยนต์: เป็นรุ่นเดียวที่ได้ใช้เครื่องยนต์ที่ทรงพลังที่สุดคือ Diesel 3.2L Duratorq TDCi 5 สูบ 200 แรงม้า
  • โฉมปรับปรุงครั้งที่ 1 (2015–2018):
    • เทคโนโลยี: เป็นรุ่นบุกเบิกในการนำระบบความปลอดภัยขั้นสูง (ADAS) มาใช้ในรถกระบะ เช่น Adaptive Cruise Control และ Lane Keeping System
    • สีซิกเนเจอร์ใหม่: “Pride Orange”
  • โฉมปรับปรุงครั้งที่ 2 (2018–2022):
    • การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ: นำเครื่องยนต์ดีเซลตระกูลใหม่ “Panther” 2.0L Bi-Turbo 213 แรงม้า และ เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด มาใช้เป็นขุมพลังหลัก
    • สีซิกเนเจอร์ใหม่: “Saber Orange”

รุ่นที่สาม: ที่สุดแห่งความพรีเมียมบนแพลตฟอร์ม P703 (ค.ศ. 2022–ปัจจุบัน)

ยกระดับความเป็นรถกระบะไลฟ์สไตล์ระดับเรือธงไปอีกขั้น

  • การออกแบบ: ภายในหรูหราและล้ำสมัยด้วยหน้าจอสัมผัสแนวตั้งขนาด 12 นิ้ว และหน้าปัดดิจิทัลเต็มรูปแบบ
  • ขุมพลังและระบบขับเคลื่อน:
    • Diesel 2.0L Bi-Turbo: 210 แรงม้า พร้อมระบบขับเคลื่อน 4×4 ที่มาพร้อมโหมด 4A (Full-Time 4WD)
    • Diesel 3.0L V6 Turbo (2024): เป็นครั้งแรกที่ Ranger Wildtrak ในไทยมีทางเลือกเครื่องยนต์ V6 250 แรงม้า แรงบิด 600 นิวตันเมตร
  • เทคโนโลยี: ไฟหน้า Matrix LED, เบรกมือไฟฟ้า (EPB), และระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูงครบครัน

2. ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ไวลด์แทรค (Ford Everest Wildtrak)

เป็นการขยายความสำเร็จของแบรนด์ Wildtrak มาสู่รถยนต์อเนกประสงค์ PPV เป็นครั้งแรก เพื่อตอบสนองลูกค้าที่ชื่นชอบในดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ แต่ต้องการพื้นที่ใช้สอยและความสะดวกสบายของรถยนต์ 7 ที่นั่ง

การเปิดตัวและตำแหน่งทางการตลาด (ค.ศ. 2023–ปัจจุบัน)

  • เปิดตัวครั้งแรก: Ford Everest Wildtrak เปิดตัวครั้งแรกในตลาดโลกที่นิวซีแลนด์เมื่อต้นปี 2023 ก่อนจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยในงาน Motor Show เดือนมีนาคม 2023
  • ตำแหน่ง: ในประเทศไทย Everest Wildtrak ถูกวางตำแหน่งเป็นรุ่นย่อยระดับบน ที่อยู่ระหว่างรุ่น Titanium+ และรุ่นสูงสุดอย่าง Platinum โดยเจาะกลุ่มลูกค้าที่ต้องการรถยนต์ PPV ที่มีภาพลักษณ์โดดเด่น, ดุดัน, และพร้อมสำหรับการผจญภัย

เอกลักษณ์การออกแบบของ Everest Wildtrak

Everest Wildtrak ได้รับการถ่ายทอด DNA การออกแบบมาจาก Ranger Wildtrak อย่างครบถ้วน:

  • สีตัวถังพิเศษ: มาพร้อมสีซิกเนเจอร์ สีเหลือง Luxe Yellow
  • การตกแต่งภายนอก:
    • กระจังหน้าและกันชนหน้า: ดีไซน์เฉพาะรุ่น ตกแต่งด้วยสีเทาเข้ม “Bolder Grey”
    • ตัวอักษร “WILDTRAK”: ติดตั้งบนฝากระโปรงหน้า
    • ชิ้นส่วนสีเทา Bolder Grey: ครอบคลุมทั้งกรอบกระจกมองข้าง, คิ้วซุ้มล้อ และกันชนท้าย
    • ราวหลังคา: เป็นแบบยกสูง (Stand-off Roof Rails) ที่เน้นประโยชน์ใช้สอย
  • ล้ออัลลอย: ลายพิเศษเฉพาะรุ่น Wildtrak ขนาด 20 นิ้ว
  • การตกแต่งภายใน:
    • เบาะหนัง: ตกแต่งและเดินด้ายด้วยสีส้ม Cyber Orange อันเป็นเอกลักษณ์
    • โลโก้ Wildtrak: ปักอยู่ที่พนักพิงเบาะคู่หน้า

ข้อมูลทางเทคนิคสำหรับเวอร์ชันประเทศไทย (ณ กรกฎาคม 2025)

  • เครื่องยนต์: ใช้เครื่องยนต์ ดีเซล 2.0 ลิตร Bi-Turbo (เทอร์โบคู่)
    • กำลังสูงสุด: 210 แรงม้า (PS)
    • แรงบิดสูงสุด: 500 นิวตันเมตร
  • ระบบส่งกำลัง: เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด พร้อมคันเกียร์ไฟฟ้า E-Shifter
  • ระบบขับเคลื่อน: ขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ Full-Time (4A) พร้อมระบบ Terrain Management System
  • เทคโนโลยี: ได้รับเทคโนโลยีความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกระดับสูงมาอย่างครบครัน เช่น ไฟหน้า Matrix LED, กล้อง 360 องศา, และระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง