สถานการณ์ของ Ford ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ แม้ว่า F-150 Lightning และ Mustang Mach-E จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดี แต่ก็ยังไม่สามารถทำกำไรได้อย่างที่คาดหวังและเริ่มดูมีอายุเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ในขณะที่ General Motors (GM) ได้แซงขึ้นเป็นผู้ขาย EV อันดับสองในอเมริกาตามหลัง Tesla และที่น่ากังวลกว่านั้นคือการรุกคืบของแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจากจีน
ด้วยเหตุนี้ Jim Farley, CEO ของ Ford จึงได้จุดประกายความหวังครั้งใหม่ โดยประกาศว่าบริษัทกำลังซุ่มพัฒนาแพลตฟอร์ม EV เจเนอเรชันถัดไปภายใต้ทีมงานลับที่ชื่อว่า “Skunkworks” โดยมีเป้าหมายเดียวคือการสร้างรถยนต์ไฟฟ้าที่ “ราคาเข้าถึงง่าย” เพื่อท้าชนคู่แข่งโดยตรง และนี่คือทั้งหมดที่เรารู้เกี่ยวกับโปรเจกต์ที่อาจเป็น “ช่วงเวลาแห่ง Model T” ของ Ford ในยุค EV

ทำไม Ford ต้องสร้างรถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัด?
Jim Farley ได้แสดงความกังวลอย่างชัดเจนถึงภัยคุกคามจากรถยนต์ไฟฟ้าราคาถูกของจีนที่อาจเข้ามาตีตลาดอเมริกาในไม่ช้า เขาถึงกับนำเข้ารถยนต์ Xiaomi SU7 มาขับทดสอบด้วยตัวเองเพื่อศึกษาคู่แข่งอย่างจริงจัง Ford ตระหนักดีว่าการจะแข่งขันในตลาดแมสได้นั้น ต้องอาศัย “ปริมาณ” และ “ต้นทุนที่ต่ำ” ซึ่งรถยนต์รุ่นปัจจุบันยังตอบโจทย์นี้ไม่ได้
“Skunkworks” ทีมลับผู้พลิกเกม
Ford ได้ก่อตั้งทีม “Skunkworks” ขึ้นในช่วงปี 2021 ซึ่งเป็นทีมขนาดเล็กที่มีบุคลากรเพียงประมาณ 100 คน แต่เต็มไปด้วยหัวกะทิที่ดึงตัวมาจากบริษัท EV ชั้นนำอย่าง Tesla, Rivian และ Lucid ภารกิจของทีมนี้คือการคิดค้นและพัฒนาแพลตฟอร์ม EV ใหม่ทั้งหมด (built from the ground up) โดยไม่ดัดแปลงจากรถยนต์สันดาปหรือยืมแพลตฟอร์ม MEB ของ Volkswagen มาใช้ เพื่อให้สามารถควบคุมต้นทุนและประสิทธิภาพได้อย่างเต็มที่

กลยุทธ์หลัก: เล็ก ง่าย และคุ้มค่า
สิ่งที่แตกต่างจากแนวทางเดิมคือ Ford จะไม่เน้นการสร้างรถยนต์ไฟฟ้าที่มีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่และระยะทางวิ่งไกลสุดๆ อีกต่อไป เพราะนั่นคือส่วนที่ทำให้ต้นทุนพุ่งสูงขึ้น กลยุทธ์ใหม่จะมุ่งเน้นไปที่:
- แบตเตอรี่ราคาประหยัด: แพลตฟอร์มใหม่จะใช้แบตเตอรี่ ลิเธียมไอออนฟอสเฟต (LFP) ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่า โดย Ford กำลังสร้างโรงงาน BlueOval Battery Park ในรัฐมิชิแกน มูลค่า 3 พันล้านดอลลาร์ เพื่อผลิตแบตเตอรี่ LFP ด้วยตนเอง (ภายใต้ลิขสิทธิ์จาก CATL ของจีน) โดยจะเริ่มผลิตในปี 2026 คาดว่าจะมีกำลังการผลิตเพียงพอสำหรับ EV ประมาณ 250,000 คันต่อปี
- ประสิทธิภาพ ไม่ใช่พละกำลัง: อย่าคาดหวังว่าจะได้เห็นรถที่มีพละกำลังเกือบ 1,000 แรงม้า หรือแบตเตอรี่ขนาด 200+ kWh เหมือนในรถของ GM แต่จะเน้นไปที่ความคุ้มค่าและการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน
- การชาร์จที่สะดวก: รถยนต์ใหม่จะมาพร้อมกับพอร์ตชาร์จ NACS ทำให้สามารถเข้าถึงเครือข่าย Tesla Supercharger ได้ทันทีที่เปิดตัว

จะมีรถรุ่นไหนบ้าง?
แพลตฟอร์มใหม่นี้จะมีความยืดหยุ่นสูง สามารถนำไปพัฒนาเป็นรถยนต์ได้หลายรูปแบบ (ที่ Ford เรียกว่า “top hats”) โดยสองรุ่นแรกที่ได้รับการยืนยันแล้วคือ:
- รถกระบะขนาดกลาง (Mid-size Pickup): อาจมีขนาดใกล้เคียงกับ Ford Ranger ซึ่งจะเข้ามาเจาะตลาดรถกระบะไฟฟ้าที่ยังไม่มีคู่แข่งในเซกเมนต์ราคาประหยัดอย่างแท้จริง
- ครอสโอเวอร์ขนาดคอมแพค (Compact Crossover): จะลงมาแข่งขันโดยตรงกับคู่แข่งอย่าง Chevrolet Bolt EUV, Kia EV3, Jeep Renegade EV และรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นเล็กจาก Tesla ที่กำลังจะมาถึง
นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มว่าอาจมีรถยนต์ที่ออกแบบมาเพื่อกลุ่มลูกค้าบริการเรียกรถโดยสาร (Rideshare) โดยเฉพาะ คล้ายกับ BYD D1

ราคาและกำหนดการวางจำหน่าย
- กำหนดการเปิดตัว: Ford ตั้งเป้าจะเปิดตัวรถยนต์รุ่นแรกบนแพลตฟอร์มใหม่นี้ ประมาณปี 2027
- ราคาเป้าหมาย: Jim Farley ระบุว่าผลิตภัณฑ์ที่ถูกที่สุดบนแพลตฟอร์มนี้จะมี ราคาเริ่มต้นต่ำกว่า 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.1 ล้านบาท) ซึ่งราคานี้น่าจะเป็นของรุ่นครอสโอเวอร์มากกว่ารถกระบะ
- สถานที่ผลิต: ยังไม่มีการยืนยันโรงงานประกอบรถยนต์ แต่มีสองแห่งที่เป็นไปได้คือโรงงาน EV Campus ในรัฐเทนเนสซี หรือโรงงานที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ในเมืองหลุยส์วิลล์ รัฐเคนทักกี
บทสรุป: บทพิสูจน์ที่แท้จริงของ Ford
ในตลาดสหรัฐฯ ปัจจุบันยังไม่มี “รถกระบะไฟฟ้าที่ราคาจับต้องได้” อย่างแท้จริง รถอย่าง Tesla Cybertruck, Rivian R1T หรือ Chevy Silverado EV ล้วนมีราคาเริ่มต้นสูงกว่า 50,000-60,000 ดอลลาร์ทั้งสิ้น การที่ Ford ตั้งเป้าจะส่งรถกระบะและครอสโอเวอร์ไฟฟ้าในราคาที่ต่ำกว่าคู่แข่งอย่างมีนัยสำคัญ ถือเป็นกลยุทธ์ที่อาจสร้างความได้เปรียบมหาศาล
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายและ “บทพิสูจน์ที่แท้จริง” ของ Ford คือการทำตามสัญญาให้ได้จริง การส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ มีคุณภาพ และมีราคาที่เข้าถึงง่ายตามที่ประกาศไว้ จะเป็นตัวตัดสินอนาคตของ Ford ในสมรภูมิรถยนต์ไฟฟ้าที่ดุเดือดนี้