ฟอร์ด เอเวอเรสต์ (Ford Everest) เป็นรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดกลาง (Mid-size SUV) ที่ใช้พื้นฐานโครงสร้างแบบ Body-on-frame พัฒนาและจัดจำหน่ายโดย ฟอร์ด มอเตอร์ คัมพานี โดยเปิดตัวครั้งแรกในปี ค.ศ. 2003 Everest ถูกสร้างขึ้นโดยใช้แพลตฟอร์มเดียวกันกับรถกระบะ ฟอร์ด เรนเจอร์ (Ford Ranger) ในแต่ละยุคสมัย ทำให้มีจุดเด่นด้านความแข็งแกร่งทนทาน, สมรรถนะในการลุย และความสามารถในการบรรทุกและลากจูงที่เหนือกว่ารถยนต์ SUV ทั่วไป

Everest ได้รับการทำตลาดในหลายภูมิภาคทั่วโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก, ออสเตรเลีย และแอฟริกา และเป็นที่รู้จักในชื่อ ฟอร์ด เอนเดฟเวอร์ (Ford Endeavour) ในตลาดประเทศอินเดีย


รุ่นที่หนึ่ง (First Generation; รหัส U268; ค.ศ. 2003–2015)

เจเนอเรชันแรกของ Everest ถือกำเนิดขึ้นจากการนำรถกระบะ Ford Ranger (PE/PG/PH) ซึ่งมีพื้นฐานร่วมกับ Mazda Fighter มาดัดแปลงเป็นรถยนต์อเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง เปิดตัวครั้งแรกของโลกในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 24 ที่ประเทศไทย

  • การออกแบบและโครงสร้าง:
    • ใช้โครงสร้างแชสซีส์และงานวิศวกรรมส่วนใหญ่ร่วมกับ Ford Ranger แต่มีการปรับเปลี่ยนช่วงล่างด้านหลัง จากแหนบ (Leaf Spring) มาเป็นแบบคอยล์สปริง (Coil Spring) เพื่อเพิ่มความนุ่มนวลและความสบายในห้องโดยสารให้เหมาะกับการใช้งานแบบครอบครัว
    • ดีไซน์ภายนอกตั้งแต่เสา A ไปจนถึงด้านหน้าจะเหมือนกับ Ranger รุ่นเดียวกัน แต่มีการออกแบบตัวถังครึ่งหลังใหม่ทั้งหมดให้เป็นทรง SUV พร้อมประตูท้ายและเบาะนั่ง 3 แถว
  • วิวัฒนาการและรุ่นปรับปรุง:
    • โฉมแรก (2003–2006): ใช้ดีไซน์ด้านหน้าและภายในเหมือนกับ Ranger (PE/PG/PH) มีเอกลักษณ์ที่ความบึกบึนและเรียบง่าย
      • เครื่องยนต์: ดีเซล 2.5 ลิตร WL-T เทอร์โบ 121 แรงม้า
    • โฉมปรับปรุงครั้งที่ 1 (2006–2009): เป็นการปรับโฉมครั้งใหญ่ตาม Ford Ranger (PJ) โดยเปลี่ยนดีไซน์ภายนอกและภายในใหม่ทั้งหมดให้ดูทันสมัยและโค้งมนขึ้น
      • เครื่องยนต์: เปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์ดีเซล Duratorq TDCi แบบคอมมอนเรล
        • Diesel 2.5L TDCi: 143 แรงม้า, 330 นิวตันเมตร
        • Diesel 3.0L TDCi: 156 แรงม้า, 380 นิวตันเมตร
      • ระบบส่งกำลัง: มีเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีดให้เลือกเป็นครั้งแรก
    • โฉมปรับปรุงครั้งที่ 2 (2009–2015): ปรับดีไซน์ด้านหน้าอีกครั้งตาม Ford Ranger (PK) ให้ดูหรูหราและแข็งแกร่งยิ่งขึ้นด้วยกระจังหน้าโครเมียมแนวนอน 3 ชั้น ถือเป็นโฉมสุดท้ายของเจเนอเรชันนี้

รุ่นที่สอง (Second Generation; รหัส U375/UA; ค.ศ. 2015–2022)

เจเนอเรชันนี้ถือเป็นการยกระดับและสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับ Everest และตลาด PPV อย่างแท้จริง โดยเป็นการพัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมดบนแพลตฟอร์ม Ford T6 ร่วมกับ Ranger T6 แต่มีความแตกต่างด้านวิศวกรรมช่วงล่างที่ชัดเจน

  • การพัฒนาและการออกแบบ:
    • พัฒนาโดยทีมฟอร์ด ออสเตรเลีย โดยมีเป้าหมายให้เป็น “Global SUV” ที่มีความสามารถรอบด้าน
    • ช่วงล่าง: ด้านหลังเปลี่ยนมาใช้แบบ คอยล์สปริงพร้อมวัตต์ลิงก์ (Watt’s Link) ซึ่งเป็นจุดเด่นที่สำคัญที่สุด ช่วยให้การควบคุมตัวรถในทางโค้งและการขับขี่บนทางเรียบมีความมั่นคงและนุ่มนวลเทียบเท่ารถ SUV ระดับพรีเมียม แต่ยังคงความสามารถในการลุยแบบ Body-on-frame ไว้
    • การออกแบบ: มีดีไซน์ที่หรูหรา บึกบึน และทันสมัย แตกต่างจาก PPV ทั่วไปในตลาดอย่างชัดเจน ภายในห้องโดยสารมีการใช้วัสดุคุณภาพสูงและติดตั้งเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย
  • วิวัฒนาการและรุ่นปรับปรุง:
    • โฉมแรก (2015–2018):
      • เครื่องยนต์: ใช้เครื่องยนต์ดีเซล Duratorq TDCi (Puma)
        • Diesel 2.2L: 160 แรงม้า, 385 นิวตันเมตร
        • Diesel 3.2L (5 สูบ): 200 แรงม้า, 470 นิวตันเมตร
      • เทคโนโลยี: เปิดตัวด้วยระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNC™ 2, ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ (Active Park Assist), ระบบตรวจจับลมยาง (TPMS) และระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control)
    • โฉมปรับปรุง (2018–2022):
      • ขุมพลังและระบบส่งกำลัง: นำเครื่องยนต์ดีเซลตระกูลใหม่ “Panther” และเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีดมาใช้
        • Diesel 2.0L Single-Turbo: 180 แรงม้า, 420 นิวตันเมตร
        • Diesel 2.0L Bi-Turbo: 213 แรงม้า, 500 นิวตันเมตร
      • เทคโนโลยี: อัปเกรดเป็น SYNC™ 3 และเพิ่มระบบความปลอดภัยขั้นสูง เช่น ระบบเบรกอัตโนมัติพร้อมตรวจจับคนเดินถนน (AEB) และประตูท้ายไฟฟ้าแบบแฮนด์ฟรี

รุ่นที่สาม (Third Generation; รหัส U704/UB; ค.ศ. 2022–ปัจจุบัน)

Next-Gen Ford Everest คือเจเนอเรชันล่าสุดที่พัฒนาขึ้นบนแพลตฟอร์ม T6.2 ซึ่งเป็นการต่อยอดจากรุ่นเดิมให้มีความสมบูรณ์แบบในทุกมิติ ทั้งความแข็งแกร่ง, ความสะดวกสบาย และเทคโนโลยี

  • การออกแบบและวิศวกรรม:
    • แพลตฟอร์ม: มีการขยายความกว้างของช่วงล้อ (Track) ทั้งหน้าและหลังออกไป 50 มม. เพื่อเพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่
    • ช่วงล่าง: ปรับปรุงจุดยึดและค่าความแข็งของโช้คอัพและสปริงใหม่ทั้งหมด เพื่อให้การควบคุมและการซับแรงกระแทกทำได้ดียิ่งขึ้น
    • ดีไซน์: ใช้ภาษาการออกแบบใหม่ล่าสุดของฟอร์ด ด้วยไฟหน้า C-Clamp DNA และตัวถังที่ดูบึกบึนแต่แฝงด้วยความหรูหรา
    • ภายใน: ปฏิวัติการออกแบบด้วยหน้าจอสัมผัสแนวตั้งขนาดใหญ่ 10.1 หรือ 12 นิ้ว พร้อมระบบ SYNC™ 4A และหน้าปัดดิจิทัลเต็มรูปแบบ
  • เครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง:
    • Diesel 2.0L Turbo: 170 แรงม้า, 405 นิวตันเมตร (เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด)
    • Diesel 2.0L Bi-Turbo: 210 แรงม้า, 500 นิวตันเมตร (เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด)
    • Diesel 3.0L V6 Power Stroke Turbo: (สำหรับตลาดต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย) ให้กำลัง 250 แรงม้า, 600 นิวตันเมตร
  • เทคโนโลยีเด่น:
    • ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ Full-Time 4A พร้อมระบบ Terrain Management System
    • กล้องมองภาพ 360 องศา พร้อมมุมมอง Off-road
    • ระบบไฟหน้า Matrix LED พร้อมระบบป้องกันไฟแยงตา
    • ระบบ Active Park Assist 2.0 ที่สามารถควบคุมการเข้าจอดได้อัตโนมัติเต็มรูปแบบ